
1. มงคลตื่นข่าว คือ การเชื่อในเรื่องที่ตื่นกันไปเองว่า สิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเป็นมงคลโดยไม่มีเหตุผล ซึ่งตามสภาพธรรมก็คือทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ซึ่งแสดงออกมาในลักษณะของการกระทำ หรือข้อวัตรปฏิบัติที่เป็นไปด้วยความเห็นผิดนั้น (สีลพตปรามาส) ดังนั้น การกระทำตามๆ กันไป โดยไม่มีเหตุผลและยึดถือด้วยความเห็นผิดว่าเป็นมงคล นั่นก็คือมงคลตื่นข่าว
2. แม้ว่าศาสตร์การทำนายบางอย่างจะเป็นจริงก็ตาม เช่น การทำนายของอสิตดาบสที่ทำนายเจ้าชายสิทธัตถะ แต่ที่เป็นจริงอย่างนั้นไม่ใช่เพราะคำทำนาย แต่เป็นเพราะการสะสมพระบารมีของพระองค์ ที่จะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น ต้องมั่นคงในเหตุและผล คือ กรรมและผลของกรรม
3. ตัวอย่างในเรื่องของมงคลตื่นข่าวก็มากมายหลากหลายไปตามยุคสมัย ในสมัยพุทธกาล บางบุคคลเชื่อว่า การได้เห็นบางสิ่งบางอย่างในตอนเช้านั้นเป็นมงคล เช่น การเห็นนกนางแอ่นลม มะตูมอ่อน ปลาตะเพียน ในสมัยปัจจุบันบางบุคคลก็เชื่อว่าการได้เห็นหรือได้กราบไหว้ต้นไม้ หรือสัตว์ที่มีลักษณะประหลาด นั้นเป็นมงคล ชนชาติต่างๆ ก็มีการยึดถือในมงคลตื่นข่าวแตกต่างกันไป
4. ดังนั้น มงคลตื่นข่าวไม่ใช่มงคล มงคลจริงๆ ก็คือ มงคล 38 ประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ในมงคลสูตร (ขุททกนิกายขุททกปาฐะ) ตั้งแต่การไม่คบคนพาล การคบบัณฑิต การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เป็นต้น
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่ม ๓ ภาค ๕ – หน้าที่ 946
ถ้าชาวพุทธมีคุณสมบัติของอุบาสกอุบาสิกา สังคมไทยจะพ้นปัญหาแน่นอน

ชาวพุทธเรานั้น เมื่อปฏิบัติอย่างนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินตามหลักที่เรียกว่า องค์คุณของอุบาสกอุบาสิกา ซึ่งตามมาตรฐานทั่วไป มีอยู่ ๕ ข้อ คือ
๑. มีศรัทธา เป็นเบื้องต้น คือมีความเชื่อ มีความมั่นใจในพระรัตนตรัย ความเชื่อของเรานี้ต้องเป็นความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญา ไม่ใช่ศรัทธางมงาย เพราะฉะนั้นจะเชื่อหรือมีศรัทธา ก็ควรจะเข้าใจความหมายของสิ่งที่ตนเชื่อด้วย
เมื่อศรัทธาในพระรัตนตรัย เราต้องรู้เข้าใจว่า พระรัตนตรัยคืออะไร มีความหมายอย่างไร การที่ศรัทธาถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ยึดเอาเป็นที่พึ่งนั้น คือปฏิบัติอย่างไร
๒. มีศีล อย่างน้อยตั้งตนอยู่ในศีล ๕ ซึ่งจะทำให้มีชีวิตที่ดีงาม เป็นฐานสำหรับตนเองที่จะก้าวไปสู่การปฏิบัติเบื้องสูง พร้อมกันนั้น ก็เป็นเครื่องช่วยเหลือเกื้อกูลสังคม เพราะว่าผู้ถือศีล ๕ เป็นผู้ไม่เบียดเบียนคนอื่น แต่ดำรงชีวิตที่สุจริต ใครตั้งอยู่ในศีล ๕ ก็ทำให้ที่นั้นมีความปลอดภัย
ถ้าทุกคนรักษาศีล ๕ ได้ สังคมของเราก็จะร่มเย็นเป็นสุข มีความมั่นคงอย่างแน่นอน เป็นหลักประกันสันติสุขของสังคมที่มั่นใจได้ เวลานี้ที่เป็นปัญหามากก็คือ สังคมนี้ขาดศีล ๕ เป็นอย่างยิ่ง
๓. อโกตูหลมังคลิกะ แปลกันว่า ไม่ถือมงคลตื่นข่าว เชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล คือไม่มัวหวังผลจากความเชื่อถือนอกหลักพระพุทธศาสนา ที่เป็นความงมงาย ได้แต่หวังผลจากการดลบันดาลต่างๆ แต่ให้เชื่อกรรม คือเชื่อการกระทำที่เป็นไปตามเหตุผล ให้หวังผลจากการกระทำด้วยความเพียรพยายามของตน คุณสมบัติข้อนี้จะต้องให้เป็นหลักสำคัญอย่างหนึ่งของสังคมไทยของเรา
เวลานี้คุณสมบัติเพียงข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ นี้ ถ้าเราเอามาตั้งเป็นมาตรฐานหรือเป็นเกณฑ์วัดละก็ คงจะเหลืออุบาสกอุบาสิกาน้อยเหลือเกิน เพราะฉะนั้นสังคมของเราจึงเห็นได้ชัดว่า มีความเสื่อมโทรม แปรปรวนไปต่างๆ มากมาย
เวลานี้ที่มีปัญหาออกมาเป็นข่าวต่างๆ มากมาย จะเห็นว่าเป็นเพราะสังคมของเราเสื่อมลงไปจากพระพุทธศาสนา กลายเป็นสังคมที่ไม่มีหลัก แค่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๓ นี่ก็แย่แล้ว ถ้าขาดข้อ ๒ คือเสื่อมศีล ก็ทำให้สังคมระส่ำระสาย พอขาดข้อ ๓ คือไม่หวังผลจากการเพียรทำ สังคมก็อ่อนแอ
เมื่อพลเมืองไม่เข้มแข็ง ขาดคุณภาพ ไม่รู้จักเพียรพยายามทำการต่างๆ ให้บรรลุผลด้วยเรี่ยวแรงกำลังของตนเอง ได้แต่มัวหวังพึ่งนอนรอคอยอะไรต่างๆ เมื่อเป็นอย่างนี้ สังคมจะเจริญได้อย่างไร
ถ้ามีองค์คุณของอุบาสกอุบาสิกาถึงข้อ ๓ นี้เท่านั้น สังคมของเราก็เจริญมั่นคงได้แน่นอน
๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกหลักพระพุทธศาสนา สังคมไทยเวลานี้แปรปรวนในเรื่องนี้มาก ซึ่งก็สืบเนื่องจากข้อ ๓ นั่นเอง เมื่อถือมงคลตื่นข่าว ไปเชื่อเรื่องไม่เข้าเรื่อง แล้วเขตบุญก็ย้ายออกจากพระพุทธศาสนาไปหาเขตบุญภายนอก ก็ยิ่งไปส่งเสริมให้ความเชื่อผิดปฏิบัติผิดแพร่หลายยิ่งขึ้น และแหล่งคำสอนที่ถูกต้อง คนก็ไม่เอาใจใส่ คนก็ยิ่งห่างจากหลักพระศาสนาออกไป ไม่รู้และไม่เอาใจใส่ในหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า
๕. กระทำบุพการในพระศาสนานี้ หมายความว่าทำการขวนขวาย ทะนุบำรุงอุปถัมภ์พระสงฆ์ และกิจการพระพุทธศาสนา ที่จะทำให้พระธรรมวินัยเจริญมั่นคง นำกันช่วยกันดำเนินกิจการและทำกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นกุศลแท้จริง ที่เป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรม ที่จะทำให้ศีลธรรมเจริญงอกงาม
ถ้าเราเอาใจใส่ในหลักองค์คุณของอุบาสกอุบาสิกา ๕ ประการนี้ เพียงเท่านี้พระพุทธศาสนาก็ดำรงอยู่ด้วยดี สังคมไทยก็เจริญมั่นคงก้าวหน้า มีความเข้มแข็งแกร่งกล้ายิ่งขึ้นไป แต่เวลานี้มีปัญหา คนไทยขาดคุณสมบัติเหล่านี้กันมากมายเหลือเกิน เพราะฉะนั้นเราต้องมาช่วยกันแก้ไข
วันนี้ขออนุโมทนาญาติโยมชาวธรรมะร่วมสมัยที่ได้ขวนขวาย ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา จึงชวนกันมาที่นี่ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการมาครั้งที่ ๒ และหวังว่าทุกท่านคงจะได้ปฏิบัติให้ครบตามหลักองค์คุณของอุบาสกอุบาสิกาทั้ง ๕ ข้อนี้ด้วย
ถ้าท่านผู้ใดปฏิบัติได้ครบ ๕ ข้อนี้ พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า เป็นอุบาสกรัตนะ และอุบาสิการัตนะ คือเป็นอุบาสกแก้ว เป็นอุบาสิกาแก้ว
แก้วในที่นี้ หมายความว่า มีคุณค่าสูง ดีงาม ประเสริฐ ไม่ใช่อย่างที่เอาไปล้อกันว่า อุบาสกก็ดื่มแก้วหนึ่ง แล้วอุบาสิกาก็อีกแก้วหนึ่ง เลยไปคนละทิศละทาง
เวลานี้คำทางพระคนเอาไปใช้ล้อกันมาก เช่นพูดว่าวันนี้ถูกเทศน์มา กลายเป็นเรื่องเสียหาย ถูกสวดก็ไม่ดีอีก แสดงถึงความคลาดเคลื่อนของสังคมของเรา จึงได้เป็นอย่างที่เห็นกันอยู่นี้ ฉะนั้นเราต้องตั้งใจว่าจะทำให้เกิดความถูกต้องกันอย่างจริงจัง
วันนี้อาตมภาพคิดว่าจะไม่พูดอะไรมาก เพียงว่าจะอนุโมทนาที่ทุกท่านมีน้ำใจได้มาทำบุญอุปถัมภ์บำรุง และพระสงฆ์ก็มีน้ำใจตอบแทน คือมีเมตตาธรรม และมุทิตาธรรม เป็นต้น
ที่มา หนังสือปัญหาภิกษุณีของ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต)

เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายมีความมั่นคงในพระรัตนตรัย ก็จะไม่หวั่นไหวอะไร เพราะว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่มีอะไรให้เรายึดถือมั่นหมายได้ เพียงแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับนี้ ต้องบอกว่าถึงขนาดพลิกฟ้าคว่ำดิน ทำร้ายความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมากทีเดียว แต่ถ้าเป็นบุคคลที่มีปัญญา ก็จะแยกแยะออกว่า อะไรเป็นความประพฤติส่วนตัว อะไรคือหลักธรรมในพระพุทธศาสนา พูดง่าย ๆ ว่า สามารถแยกพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ออกจากตัวบุคคลได้
แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ถ้าหากว่านับประชากรไทยประมาณ ๖๘ ล้านคน มีชื่อในทะเบียนบ้านเป็นชาวพุทธ ๙๖ เปอร์เซ็นต์เศษ แต่ว่าเข้าถึงธรรมในระดับที่มั่นคงมีไม่เท่าไรเอง ส่วนใหญ่แล้วก็ยัง “ถือมงคลตื่นข่าว” ไหลไปตามกระแสสังคม ซึ่งมีแต่จะสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับตนเอง
ทุกข์หนักเลยก็คือไปตำหนิด่าว่าพระสงฆ์ โดยใช้คำว่าพระ ซึ่งแปลว่าผู้ประเสริฐ ถ้าตีความก็คือหมายรวมเอาพระทั้งหมด ตั้งแต่สูงสุดจนต่ำสุด เท่ากับว่าเราจาบจ้วงปรามาสพระรัตนตรัยอย่างแรง..!
ประการที่สองก็คือ เมื่อเสื่อมศรัทธาก็พาตัวออกห่าง โอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากข้อธรรมคำสอน ที่ช่วยให้ชาติปัจจุบันนี้ตนเองมีความทุกข์น้อยลง และถ้าเป็นไปได้ทำให้คติ ก็คือชาติต่อ ๆ ไปมั่นคง อยู่ในด้านดี และถ้าหากว่าบุญวาสนาถึง การสั่งสมบารมีมาครบถ้วนสมบูรณ์ ก็สามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้
แต่ท่านทั้งหลายเหล่านี้เมื่อไม่มีความมั่นคง ที่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใส ที่ไม่เลื่อมใสก็ยิ่งหลีกห่างออกไปเรื่อย เท่ากับว่าตัดหนทางการเวียนว่ายตายเกิดที่จะสั้นลงของตนเอง ด้วยอาศัยหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเรือ เป็นแพ ส่งตนเองขึ้นสู่ฝั่ง กลายเป็นว่ายิ่งทำให้หนทางนั้นยืดยาว จนกระทั่งอาจจะหาต้นหาปลายไม่เจอ..!
ที่มาส่วนหนึ่งจากเสียงธรรมจากวัดท่าขนุนวันพุธที่ ๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘























