การทำบุญทำกุศลใน ทาน ศีล ภาวนา เป็นเรื่องที่ต้องทำเป็นประจำ ทำจนสภาพจิตเคยชิน อาตมาเองนั่งอยู่ตรงนี้มาประมาณ ๒ เดือนแล้ว ตั้งแต่โควิด ๑๙ อาละวาด ต้องปรับการสวดมนต์ทำวัตรให้เหลือน้อยที่สุด จากที่เคยทำวัตรเย็น ๒ รอบก็เหลือแค่รอบเดียว เวลาจึงมีเหลือมาก จึงต้องมานั่งบ่นให้พระให้เณรท่านฟัง แล้วก็มีวันนี้แหละ..ที่มีโอกาสบ่นเผื่อโยมทางบ้านด้วย
แต่โยมหลายท่านก็อยากให้โควิด ๑๙ อาละวาดไปนาน ๆ เพราะว่าหลวงพ่อไม่ไปรับสังฆทาน มีอะไรหลวงพ่อก็เล่าลงเก็บตกให้ฟัง ถ้ามีโอกาสไปรับสังฆทาน หลวงพ่อก็เล่าบ้าง ไม่เล่าบ้าง ไปตกลงกันเองก็แล้วกันว่าจะเอาแบบไหน อาตมาไม่ไปรับสังฆทานก็สบายดี อยู่วัดก็เหนื่อยน้อยหน่อย มีแต่โยมที่จะคลั่งตาย..! (หัวเราะ)
เรื่องของการทำความดี ถ้าเคยชิน เราก็ทำเองได้ ควบคุมตัวเองได้ แต่พอไม่เคยชิน ต้องอาศัยการชักนำของสถานที่ ของบุคคล ของดินฟ้าอากาศ ของข้าวปลาอาหาร ของแหล่งที่จะได้รับธรรมะ เหล่านี้เป็นต้น ในเมื่อขาดไป ก็เหมือนกับขาดใจ อาตมานั่งอยู่ตรงนี้จนชักจะชินแล้ว ดีไม่ดี...พอประกาศเลิกควบคุมโดย พรก.ฉุกเฉิน พระเณรท่านอาจจะขอร้องว่า "หลวงพ่อทำวัตรเย็นรอบเดียวเถอะครับ เอาเวลามานั่งด่าพวกผมดีกว่า..!"
หรือไม่ก็อย่างบรรดาคณะกรรมการชุมชนคุณธรรม ทั้งชุมชนคุณธรรมวังท่าขนุน ชุมชนคุณธรรมริมฝั่งแควน้อย ชุมชนคุณธรรมพัฒนาทองผาภูมิ เปิดโรงทานเพื่อแบ่งเบาภาระค่าครองชีพในระหว่างการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ ทำงานมาจะสองเดือนเต็มแล้ว นี่ยังปรารภกันอยู่ว่า หลังจากสองเดือนแล้วเราจะทำอะไรกัน ? เพราะว่าไปทำครัวเลี้ยงคนอยู่ทุกวัน แล้วอยู่ ๆ ก็ไม่ได้ทำ
ความจริงพอเขาขยาย พรก.ฉุกเฉินออกไป อาตมาก็ว่าน่าจะต่ออีกสักเดือนหนึ่ง รายจ่ายก็ยังพอที่จะจ่ายไหวอยู่ วันหนึ่งห้าหกพันบาท ได้คืนมาสามพันบาท แต่ว่าสงสารคนทำงาน สองเดือนกว่านี่กรอบเต็มทีแล้ว บางคนก็บอกว่า เกิดมาไม่เคยพึ่งหมอนวดเลย ท้ายสุดทนไม่ได้ พอปิดครัวในช่วงบ่ายก็ต้องตามหมอนวด ถึงเวลาหมอนวดก็ต้องบังคับให้อาบน้ำ ให้ล้างมือ ให้อะไรต่อมิอะไรให้ยุ่งไปหมด ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่นวดให้ เพราะว่ากลัวติดเชื้อ ลำบากทั้งคนทำมาหากิน ลำบากทั้งคนที่ไปช่วยคนอื่นเขา
คราวนี้พอความเคยชินเกิดขึ้น เชื่อเถอะ...ต่อให้ปิดโรงครัวแล้ว ก็ต้องมีใครเผลอขับรถไปทางด้านนั้นจนได้ เพราะว่าเคยไปอยู่ทุกวัน
ความเคยชินตรงนี้ หลวงพ่อฤๅษีฯ วัดท่าซุง ท่านบอกว่ามาจาก ฌานัง ก็คือ ฌาน หรือการเพียรเพ่งอยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แสดงว่าทำความดีจนเป็นฌานไปแล้ว
ถามว่าอาตมาลงทุนหลายแสนบาท เลี้ยงเขามา ๒ เดือนนี้คุ้มไหม ? คุ้ม..เพราะว่าทำให้คนอย่างน้อย ๖๐-๗๐ คนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเป็นเวรครัว มีความเคยชินในการทำประโยชน์แก่คนส่วนรวมหรือทำสาธารณประโยชน์
ลักษณะของทานเพื่อสาธารณประโยชน์ ผลบุญคล้ายคลึงกับสังฆทาน เพราะว่าเราอยู่ในช่วงที่ยังมีพระพุทธศาสนาสมบูรณ์บริบูรณ์ บุคคลยังมีศีลมีธรรมอยู่
ทำบุญกับบุคคลที่มีศีลสมบูรณ์ ได้อานิสงส์มากกว่าทำบุญกับบุคคลที่มีศีลบกพร่องเป็นร้อยเท่า
ทำบุญกับผู้ที่มีศีลบกพร่อง มีอานิสงส์มากกว่าทำบุญกับบุคคลที่ไม่มีศีลเป็นร้อยเท่า
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคืออังกุรเทพบุตร ในอดีตชาติเปิดโรงทาน ๒๐ โรง เลี้ยงคนทั้งกลางวันกลางคืนตลอด ๒๐,๐๐๐ ปี เกิดเป็นเทวดา มีบุญน้อยที่สุดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ยุคนั้น เพราะว่าท่านเกิดในโลกยุคที่ไม่มีศีลไม่มีธรรม ให้ทานกับคนประเภทนั้น มีผลมากกว่าให้ทานแก่สัตว์เดรัจฉานเท่านั้นเอง
ส่วนอินทกเทพบุตร ทั้งชีวิตใส่บาตรครั้งเดียว เพราะว่ามีพระธุดงค์ผ่านไป ปรากฏว่าพระธุดงค์ไปเกิน ๔ ก็คือไปถึง ๖ รูป แล้วทั้ง ๖ รูปเป็นพระอรหันต์ทั้งหมดเลย ต้องบอกว่าเป็นเนื้อนาบุญที่มีผลมหาศาล ถึงเวลาพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไป ทั้ง ๒ ท่านมาถึงก่อน กราบพระพุทธเจ้าแล้วก็นั่งข้างซ้าย ๑ ข้างขวา ๑ รอฟังธรรม ปรากฏว่าพอเทวดานางฟ้าอื่นมา อังกุรเทพบุตรก็ต้องถอยไปเรื่อย เพราะว่ารัศมีสู้เขาไม่ได้ พลังงานสู้เขาไม่ได้ ก็โดยดันไกลออกไปเรื่อย อินทกเทพบุตรนั่งอยู่ที่เดิม ไม่ต้องขยับเลย
ระยะนี้บรรดาพระเณรต่าง ๆ เขาเริ่มสังเกตแล้วว่า เวลาพระอาจารย์เล็กนั่งลงตรงไหนนี่ไม่ต้องขยับเลย ยกเว้นว่าตั้งใจขยับ เพื่อให้เกียรติแก่พระผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างให้แก่คนอื่น
เรื่องของบุญเรื่องของกุศล ถ้าเราสั่งสมสร้างมามากจริง ๆ ก็จะล้นออกมาเอง คนอื่นพอเห็นก็จะรู้แล้วว่าตรงนั้นที่ของเขา ไม่ใช่ที่ของเรา
ฉะนั้น...ไม่ว่าจะพระภิกษุสามเณร ตลอดจนญาติโยมที่วัดนี้ หรือที่บ้านก็ตาม ถ้าจะสร้างความดี ก็ต้องเพียรพยายามทำให้มาก ทำให้ชินเข้าไว้ คำว่า ทำให้มาก ไม่ได้หมายความว่าทุ่มเทกันแบบไม่กินไม่นอน แต่เป็นการทำตามมัชฌิมาปฏิปทา คือความพอเหมาะพอดีของตน
คำว่า ทำให้มากก็คือทำบ่อย ๆ ทำจนกระทั่งถึงเวลาถ้าไม่ได้ทำ จะเริ่มรู้สึกว่าไม่ปกติ เหมือนกับมีอะไรบังคับว่าเราต้องทำ ถ้าอย่างนั้นกำลังใจเราถึงจะมั่นคงในความดีนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนาก็ตาม
แล้วสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็จะปรับกาย วาจา ใจของเรา ให้พัฒนาไปในด้านดีมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงที่สุดแห่งความดี ก็เริ่มปล่อยดี เมื่อถึงเวลานั้น ดีก็ไม่เกาะ ชั่วก็ไม่เอา ทำดีเพราะรู้ว่าดีถึงทำ ละชั่วเพราะรู้ว่าชั่วถึงละ ในเมื่อไม่เอาทั้งดีทั้งชั่ว เราจะไปไหนได้ ? ก็ไปพระนิพพาน พอความดีเต็มอยู่ในใจของเรา พระนิพพานก็จะปรากฏชัดเอง
ฉะนั้น...เราจะเห็นว่าการปฏิบัติธรรมที่บอกว่ามีบุคคล ๔ ประเภทคือ
สุกขวิปัสสโก บรรลุธรรมโดยไม่มีความสามารถพิเศษอะไรเลย
เตวิชโช หรือวิชชา ๓ บรรลุธรรมพร้อมความสามารถ ๓ อย่าง ก็คือระลึกชาติได้ รู้ว่าคนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน และทำกิเลสให้สิ้นไปได้
ประเภทที่สามก็คือ ฉฬภิญโญ หรืออภิญญา ๖ บรรลุธรรมพร้อมด้วยความสามารถพิเศษ ๖ อย่าง ก็คือมีทิพโสต...หูทิพย์ ใครนินทา อยู่ไกลแค่ไหนก็ได้ยิน ทิพจักขุ...มีตาทิพย์ ใครทำอะไรใกล้ไกลแค่ไหน อยากจะเห็นก็เห็น ปุพเพนิวาสานุสติญาณ...ระลึกชาติได้ จุตูปปาตญาณ...รู้ว่าคนก่อนเกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน อาสวักขยญาณ...ทำกิเลสให้สิ้นไปได้ เป็นต้น
แล้วก็มีปฏิสัมภิทัปปัตโต หรือปฏิสัมภิทาญาณ ๔ บรรลุธรรมแล้วมีความสามารถครอบคลุมทั้งสุกขวิปัสสโก เตวิชโชและฉฬภิญโญแล้ว ยังมีความสามารถพิเศษ ๔ อย่างก็คือ
ธัมมาปฏิสัมภิทา...รู้เหตุทั้งปวง อัตถปฏิสัมภิทา...ผลทั้งปวง คือสร้างเหตุอะไร ได้ผลอย่างไร รู้หมด ปฏิภาณปฏิสัมภิทา...มีความคล่องตัวในเรื่องของปฏิภาณมาก ไม่ว่าจะขยายเรื่องเล็ก เรื่องสั้นให้ยาว ย่อเรื่องยาวให้สั้น อธิบายข้อธรรมที่ลึกซึ้งให้ง่าย อธิบายข้อธรรมที่ง่ายให้ลึกซึ้ง สามารถทำได้ตามใจปรารถนา นิรุกติปฏิสัมภิทา...รู้ภาษาคน ภาษาสัตว์ ทุกภพ ทุกภูมิ ทุกหมู่ ทุกเหล่า
คราวนี้สามประเภทหลังคือ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ และปฏิภาณปฏิสัมภิทาญาณ ๔ สามารถรู้เห็นพระนิพพานได้ สุกขวิปัสสโกไม่มีความสามารถเช่นนั้น แล้วรู้ได้อย่างไรว่านี่คือพระนิพพาน ? นั่นคือสิ่งที่อาตมภาพได้พูดไปแล้วว่า ถึงเวลาพระนิพพานจะเต็มอยู่ในใจของเราเอง ไม่ต้องกังวล รู้ว่าดีก็ทำ รู้ว่าชั่วก็ละ ทำไปเรื่อย ๆ พอดีถึงที่สุด วางดีลงได้เมื่อไร พระนิพพานจะปรากฏชัดเมื่อนั้น
ฉะนั้น...สิ่งที่ท่านทั้งหลายทำมา ให้ตั้งเป้าเอาไว้สูงสุดว่าเราทำเพื่อพระนิพพาน ความเคารพในคุณพระรัตนตรัย ขอให้เป็นคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่เป็นส่วนของนามธรรม ไม่ใช่พระพุทธรูป ไม่ใช่คัมภีร์ใบลาน ไม่ใช่องค์พระสงฆ์ รู้ตัวอยู่เสมอว่าเราต้องตาย ตายเมื่อไรเราขอไปพระนิพพานแห่งเดียว
ถ้าสามารถรักษากำลังใจนี้เอาไว้ได้ ทุกเช้าทุกเย็น ไม่ต้องมาก ครั้งละ ๕ นาที ๑๐ นาทีก็พอ ตายเมื่อไรท่านมีโอกาสไปพระนิพพานแน่นอน ก็ถือว่าพูดคุยกันพอให้หายคิดถึงแต่เพียงเท่านี้ เพราะว่าพระเณรก็ยังต้องทำวัตรสวดมนต์ แล้วก็ไปปฏิบัติหน้าที่การงานของตนเองกันต่อไป
.....................................
พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com





















