แบ่งปัน:
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พิธีกรรมบวงสรวงและทรงเจ้าแบบมอญ มีปัญหาใหญ่อยู่ ๒ ประการด้วยกันคือ

12 กระทู้
2 ผู้ใช้
0 Reactions
1,541 เข้าชม
กระทู้: 52
หัวข้อเริ่มต้น
(@ไม่ระบุชื่อ 2)
เข้าร่วม: 3 ปี ที่ผ่านมา

ท่านทั้งหลายต้องทราบกฎเกณฑ์กติกาอย่างหนึ่งของโลกอื่น ก็คือถ้าหากว่าเจ้าของร่างไม่อนุญาต จะ "ลง" ไม่ได้..!

ดังนั้น..ใครก็ตามที่โดนบรรดาผู้ที่มีเวรมีกรรมผูกพันเกี่ยวเนื่องกันมา พยายามจะเอาเป็นร่างทรง ถ้าหากว่าเราไม่อนุญาต วงสรวงเขาก็ทำอะไรไม่ได้ แต่เขากลั่นแกล้งเราให้ลำบากได้

ดังนั้น..ส่วนใหญ่ที่เดือดร้อนแล้วมาพบ กระผม/อาตมภาพแนะนำไปว่าให้ต่อรองกับเขาว่า อันดับแรกเลย ถ้าจะลงทรงเพื่อสร้างบารมี อย่าให้ต้องแสดงอาการออกมาเป็นที่วิปริตผิดเพี้ยน จนตัวเองหรือครอบครัวต้องอับอายขายหน้าคนอื่น

ประการที่สอง เรื่องที่รับปากช่วยเหลือคนอื่นต้องสำเร็จตามนั้น ห้ามพลาดอย่างเด็ดขาด

ประการสุดท้าย ถ้าต้องการจะใช้ร่างกายนี้ยาว ๆ จนกระทั่งทำมาหากินไม่สะดวก ต้องทำให้มีฐานะร่ำรวยมั่นคงก่อน

เรื่องพวกนี้ถ้าหากว่าใครเจอ สามารถให้คำแนะนำแก่เขาได้ เพราะว่าโลกอื่นเขาไม่โกหกกัน ถ้าหากว่ารับปากแล้วก็คือเป็นไปตามนั้น ส่วนใหญ่ที่ผ่าน ๆ มาก็มักจะไปขับไล่เขา การขับไล่ใช้ได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น ประมาณว่าอยู่ต่อหน้าเราก็ไป ห่างเราไปเมื่อไรก็กลับมา เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเขาผูกบุญผูกกรรมกันมา เป็นสิทธิ์ของเขาเลย แต่เจ้าของร่างกายก็มีสิทธิ์ในร่างกายของตนเอง ดังนั้น..ถ้าดื้อพอ เราไม่ให้ "ลง" นี่ เขาจะ "ลง" ไม่ได้..!

 

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)

 

ที่มาจากเว็บไซร์วัดท่าขนุน

https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=9316


11 ตอบกลับทั้งหมด
กระทู้: 52
หัวข้อเริ่มต้น
(@ไม่ระบุชื่อ 2)
เข้าร่วม: 3 ปี ที่ผ่านมา

คราวนี้ในการที่ไม่เปิดใจ ทำให้ไม่สามารถที่จะรับพลังงานจากภายนอกเข้ามาได้ ขอกล่าวถึงการเข้าทรงก่อน ผีหรือว่าพรหมเทวดาเขาไม่ได้เข้ามาในร่างกายของเรา เขาอยู่ข้างนอกนั่นแหละ บางทีถ้าหากว่าเข้าทรงอยู่ในศาลาตรงนี้ เจ้าตัวอาจจะยืนอยู่หน้าวัดโน่น แต่ใช้พลังงานกดลงมา ให้ร่างทรงแสดงอาการหรือคำพูดตามที่เจ้าตัวต้องการ

จำให้แม่นเลยนะ เขาไม่เสียเวลามาเข้าร่างกายของเราหรอก เพียงแต่ใช้พลังงานนั้นเบียดจิตของเรา จนกระทั่งไม่สามารถที่จะแสดงอาการของตนเองออกมาได้ แล้วบังคับให้แสดงหรือพูดตามที่เขาต้องการ บางรายประเภทไม่ทันใจก็เบียดหลุดออกไปเลย เดี๋ยวพอเขาไปแล้วค่อยกลับเข้ามาใหม่


ตอบ
กระทู้: 52
หัวข้อเริ่มต้น
(@ไม่ระบุชื่อ 2)
เข้าร่วม: 3 ปี ที่ผ่านมา

คราวนี้ที่พูดถึงตรงนี้ก็เพราะว่า สภาพจิตที่ไม่เปิด อยู่ในลักษณะเดียวกับท่านทั้งหลายที่ฝึกมโนมยิทธิไม่สำเร็จ ก็คือมีความกลัว กลัวว่าถ้าถอดจิตออกไปแล้วจะเจอสิ่งที่ไม่ดีบ้าง สิ่งที่น่ากลัว หรือว่าไปแล้วกลับไม่ได้ จะว่าไปก็น่ากังวลนะ กำลังใจตรงนี้ทำให้ผู้ฝึกมโนมยิทธิไม่สามารถที่จะฝึกได้สำเร็จ สาเหตุใหญ่เลยก็คือกลัว โดยเฉพาะกลัวตาย ก็คือกลัวว่าไปแล้วจะกลับไม่ได้..!

ในเมื่อเรากลัว แต่กำลังสมาธิเพียงพอที่จะออกไป กายในจะออก สภาพจิตที่กลัวก็ไปรั้งเอาไว้ จึงเกิดการชักคะเย่อกันขึ้น เลยดิ้นตึงตังโครมครามกันอย่างที่เห็น ถ้าพวกเรารู้จักสังเกต จะเห็นว่าบุคคลที่หลุดออกไปได้นั้น จะเลิกดิ้นเลิกอะไรทุกอย่าง บางคนนอนนิ่งเป็นขอนไม้ไปเลย เพราะว่าสภาพจิตออกไปแล้ว แต่ถ้ากำลังพอแล้ว สภาพจิตไปกลัว จะออกได้ยากมาก ดิ้นอยู่นั่นแหละ บางคนดิ้นจนเหนื่อยเกือบขาดใจตาย เพราะว่าไปไม่ได้สักที กำลังพอที่จะไปแต่ใจดันไปกลัว แปลว่าถ้าเราเลิกกลัวเมื่อไร ก็จะฝึกมโนมยิทธิสำเร็จได้เมื่อนั้น

โดยเฉพาะท่านทั้งหลายที่กลัวว่าไปแล้วกลับไม่ได้ ให้รีบเปลี่ยนกำลังใจเสียใหม่เลย เพราะว่าไม่มีอะไรที่สภาพจิตนี้จะรักและห่วงเท่ากับตัวเองอีกแล้ว ถ้าหากว่าใครที่เคยฝึกมโนมยิทธิครึ่งกำลังมาจะรู้ชัดเจนที่สุด ก็คือว่าบางทีขึ้นไปบนพระนิพพาน ยังไม่ทันที่จะทำอะไรเลย อ้าว..เราลงมาตั้งแต่เมื่อไรวะ ? คือสภาพจิตหนีกลับร่างกายมาเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้น..การที่เรากลัวว่าไปแล้วกลับไม่ได้ ให้เลิกกลัวไปเลย จากประสบการณ์ที่กระผม/อาตมภาพฝึกมโนมยิทธิได้ตั้งแต่อายุก่อน ๒๐ ปี และใช้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ขอยืนยันว่า ให้กลัวว่าไปไม่ได้ดีกว่า ไอ้เรื่องกลับไม่ได้นี่ยังไม่เคยปรากฏ เกิดอะไรขึ้นแม้แต่นิดเดียว จิตหนีกลับทันทีเลย คราวนี้ในเมื่อร่างทรงไม่เปิดใจ บรรดาเจ้าเมืองลงไม่ได้ ผู้ปฏิบัติธรรมไม่เปิดใจก็คือกลัวตาย ก็ฝึกมโนมยิทธิไม่สำเร็จ

เหตุใดการที่เราฝึกมโนมยิทธิจึงต้องพิจารณาตัดร่างกาย ก็เพื่อให้ปัญญาของเราเห็นอย่างชัดเจนว่าร่างกายนี้ไม่มีอะไรเป็นเราเป็นของเรา ไม่มีอะไรให้ต้องห่วงใยต้องกังวล มีสภาพปฏิกูลน่ารังเกียจเป็นปกติ เจ็บไข้ได้ป่วย หิวกระหาย หนาวร้อน เป็นปกติ มีความทุกข์ประเดประดังเข้ามาทุกวันเป็นปกติ ถ้าเห็นชัดเจนก็จะรู้สึกเบื่อ แล้วถอนความยึดมั่นถือมั่นออกมา


ตอบ
กระทู้: 52
หัวข้อเริ่มต้น
(@ไม่ระบุชื่อ 2)
เข้าร่วม: 3 ปี ที่ผ่านมา

ถ้าใครสามารถพิจารณา แล้วทำกำลังใจได้แบบนี้จะเกิดผลสองอย่าง อย่างแรกก็คือสภาพจิตออกจากร่างกายไปได้ง่ายมาก เพราะว่าไม่มีความห่วงใยแล้ว ประการที่สองก็คือ ในเมื่อสภาพจิตประกอบไปด้วยดวงปัญญา ออกไปก็จะเห็นอะไรชัดเจนสว่างไสว ยิ่งถ้ากราบขอบารมีพระท่านช่วย ก็จะยิ่งเห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ถามว่าชัดขนาดไหน ? ก็ประมาณพระอาทิตย์ยามเที่ยง เราเห็นวัตถุอื่นชัดแค่ไหนก็สว่างแค่นั้น

เพียงแต่ว่าความเป็นทิพย์นั้นเป็นเรื่องอัศจรรย์มาก สิ่งที่เราเห็นแค่พริบตาเดียว ถ้าให้อธิบายบางทีต้องใช้ตัวหนังสือหลายหน้ากระดาษ เพราะว่าความเป็นทิพย์ที่ปรากฏขึ้นแค่ชั่วพริบตาเดียว รายงานสารพัดเรื่องให้เราในครั้งเดียวเลย เร็วกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์อีก..!

ในเมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เรื่องอื่นที่ข้ามเลยไปไม่ว่ากัน แต่สำหรับท่านที่ฝึกมโนมยิทธิเท่าไรก็ไม่ได้ หรือว่าถึงไปได้ก็ไม่ชัดเจน ให้เอาคำพูดที่กระผม/อาตมภาพบอกไว้นี้ ไปฝึกหัดขัดเกลาตัวเอง แล้วสิ่งที่เราคิดว่ายากเย็นแสนเข็ญนั้น กระผม/อาตมภาพขอยืนยัน "ใครที่คิดได้ ฝึกมโนมยิทธิได้ทุกคน เพราะว่า "มโน" ในความหมายหนึ่งคือห้วงนึก คือความคิดนี่เอง"

เพียงแต่ว่าแรก ๆ ความชัดเจนจะมีน้อย ออกไปบางทีไม่ได้พิจารณาก็มืดตื๋อ เปะปะไปมา ไม่รู้ว่าจะไปไหนก็กลับ บางคนน่าเสียดายมาก หลุดไปแบบเต็มกำลังแล้ว แต่ออกไปแล้วเจอแต่ความมืด ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี กลัวขึ้นมาก็กลับร่างกาย เพราะว่าขาดการพิจารณาร่างกาย จนกระทั่งสามารถตัดใจได้ ให้พวกเราค่อย ๆ ไปฝึกหัดขัดเกลาตนเอง

ขอย้ำอีกทีว่า "มโนมยิทธิง่ายมาก ใครที่คิดได้ ฝึกมโนมยิทธิได้ทุกคน" เพียงแต่ว่าฝึกได้แล้ว ต้องหมั่นขยันซักซ้อมเอาไว้บ่อย ๆ ใช้ทุกวันทุกเวลาเหมือนกับเราขยันลับมีด มีดนั้นจึงคมพร้อมที่จะใช้งาน ไม่ใช่ถึงเวลาผ่านไป ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี อยากรู้เรื่องอะไรแล้วค่อยมาขยับกันทีหนึ่ง ถ้ารู้ได้ถูกก็มีสองประการ ประการแรกก็คือบังเอิญหรือที่เรียกว่าฟลุก ประการที่สองก็คือมั่วไปแล้วถูกพอดี..!


ตอบ
กระทู้: 52
หัวข้อเริ่มต้น
(@ไม่ระบุชื่อ 2)
เข้าร่วม: 3 ปี ที่ผ่านมา

โพสโดย: @ไม่ระบุชื่อ

เพียงแต่ว่าฝึกได้แล้ว ต้องหมั่นขยันซักซ้อมเอาไว้บ่อย ๆ ใช้ทุกวันทุกเวลาเหมือนกับเราขยันลับมีด มีดนั้นจึงคมพร้อมที่จะใช้งาน ไม่ใช่ถึงเวลาผ่านไป ๓ เดือน ๖ เดือน ๑ ปี อยากรู้เรื่องอะไรแล้วค่อยมาขยับกันทีหนึ่ง ถ้ารู้ได้ถูกก็มีสองประการ ประการแรกก็คือบังเอิญหรือที่เรียกว่าฟลุก ประการที่สองก็คือมั่วไปแล้วถูกพอดี..!

พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร.
เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน
วันศุกร์ที่ ๓ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖
(ถอดจากเสียงเป็นอักษร โดย เผือกน้อย)

ที่มาจากเว็บไซร์วัดท่าขนุน

https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=9317


ตอบ
หน้า 1 / 3
แบ่งปัน: