แบ่งปัน:
การแจ้งเตือน
ลบทั้งหมด

พ้นทุกข์เพราะรู้ความจริง

2 กระทู้
1 ผู้ใช้
0 Reactions
250 เข้าชม
พระมหาวรสถิตย์ นาถธมฺโม
กระทู้: 2
Registered
หัวข้อเริ่มต้น
(@worasathittoon)
สมาชิกใหม่
เข้าร่วม: 1 ปี ที่ผ่านมา
 

ทำสมถะเพื่อให้จิตมีแรงและตั้งมั่น

เราก็ต้องรู้ว่า เราจะทำสมาธิเพื่ออะไร ทำสมถะเพื่ออะไร เพื่อให้มีแรง เพื่อให้จิตตั้งมั่น ตอนไหนจิตไม่มีแรง น้อมจิตไปอยู่ในอารมณ์อันเดียวอย่างต่อเนื่อง ให้ความสำคัญที่ตัวอารมณ์ จิตก็จะมีกำลัง เพราะจิตไม่ได้วิ่งวอกแวก ไปที่อารมณ์โน้นทีอารมณ์นี้ที เพราะจิตอยู่ในอารมณ์อันเดียว จิตก็ได้พักผ่อน จิตก็เลยมีแรง วิธีทำให้จิตตั้งมั่นก็คือ อาศัยสติรู้เท่าทันพฤติกรรมของจิต อย่างเราหายใจเข้าพุท หายใจออกโธ แล้วจิตมันหนีไปคิด รู้ทันว่าจิตหนีไปคิด ไม่ได้น้อมจิตไปหาลมหายใจ ไม่ได้น้อมจิตไปที่พุทโธ แต่รู้ทันจิต ฉะนั้นสมาธิ 2 อันนี้ไม่เหมือนกัน อย่างแรกที่ทำเพื่อความสงบนั้น ตัวอารมณ์เป็นพระเอก อย่างที่จะฝึกให้จิตตั้งมั่นนั้น ตัวจิตเป็นพระเอก 2 อันนี้จะแตกต่างกัน ผลที่ได้ก็ต่างกัน เพราะฉะนั้นเราคอยรู้เท่าจิตของตัวเอง ทำกรรมฐานไป อะไรก็ได้ที่เราถนัด แล้วคอยรู้ทันจิตตนเอง

พ้นทุกข์เพราะรู้ความจริง

พอจิตตั้งมั่นและเป็นกลาง ก็จะเกิดปัญญาเห็นความจริงของร่างกายของจิตใจ เมื่อเห็นความจริงของร่างกายของจิตใจอย่างถ่องแท้แล้ว จะรู้เลยขันธ์ 5 มันไม่มีอะไรหรอกขันธ์ 5 ก็มีแต่ทุกข์นั่นล่ะ รูปนาม กายใจนี่มีแต่ทุกข์นั่นล่ะ พอใจมันยอมรับความจริงได้ ความอยากก็ไม่เกิด เมื่อความอยากไม่เกิด ความยึดถือ ความดิ้นรนปรุงแต่งของจิตก็ไม่เกิด ความทุกข์ทางใจก็ไม่เกิด จิตใจมันเป็นอิสระขึ้นมา พ้นทุกข์เพราะพ้นจากความปรุงแต่ง


1 ตอบกลับ
พระมหาวรสถิตย์ นาถธมฺโม
กระทู้: 2
Registered
หัวข้อเริ่มต้น
(@worasathittoon)
สมาชิกใหม่
เข้าร่วม: 1 ปี ที่ผ่านมา

พ้นทุกข์เพราะรู้ความจริง

ธรรมะเป็นของดีของวิเศษมาก สามารถเปลี่ยนคน จากคนมืดบอด ให้มีหูมีตาสว่างไสวขึ้น รู้ความจริงของชีวิตได้เยอะขึ้น บางคนมืด มาภาวนาแล้วมันก็สว่างขึ้น บางคนสกปรกก็สะอาดขึ้น เสียดาย คนในโลกละเลยที่จะเรียนรู้ธรรมะ

ในโลกเต็มไปด้วยปัญหา ปัญหาเป็นของคู่กับชีวิต ไม่มีชีวิตช่วงไหนที่ไม่มีปัญหา อย่างตอนเราเด็กๆ เล็กๆ อย่างนี้ ช่วยตัวเองไม่ได้ ต้องอาศัยผู้ใหญ่ อาศัยพ่อแม่ เด็กบางคนไม่มีพ่อแม่ ไม่มีผู้ใหญ่ดูแล เอาไปทิ้ง ช่วยตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่มีคนไปช่วยก็ตาย โตขึ้นมามีปัญหาต้องไปเรียนหนังสือ ยิ่งยุคนี้เรียนกันจนไม่รู้จะเรียนอย่างไรแล้ว จนไม่มีเวลาให้เด็กไปวิ่งเล่นแล้ว เรียนที่โรงเรียนแล้ว ตกเย็นต้องไปเรียนพิเศษ ครูก็ครูคนเดิมบางที ก็เรียนเยอะขึ้น ฉลาดขึ้นหรือเปล่าไม่รู้แต่เรียนมากขึ้นหนักขึ้น มีความสุขไหม คนชอบเรียนมันก็มีความสุข คนไม่ชอบเรียนก็ทุกข์

เป็นวัยรุ่นก็มีปัญหา ต้องการค้นพบอัตลักษณ์ของตัวเอง หาตัวเอง พยายามไปรวมกลุ่มเพื่อน จะได้มีตัวมีตนขึ้นมา ถ้าไม่มีเพื่อนฝูงเลย ก็รู้สึกเหมือนคนไม่มีตัวตน ไปทางไหนคนก็มองไม่เห็น ต้องไปอาศัยเพื่อนฝูง เจอเพื่อนดีก็ดีไป รวมกลุ่มพวกแย่ก็แย่ไป โตขึ้นมาอีกหน่อยก็มีปัญหาหาแฟน ต่อมาก็มีปัญหาต้องทำมาหากินด้วยตัวเอง บางคนก็ประสบความสำเร็จ บางคนก็ล้มเหลว พวกประสบความสำเร็จก็เมา ก็ต้องรักษาสิ่งที่ได้มา ต้องพยายามหาให้มากขึ้นเพื่อความมั่นคง พวกล้มเหลวชีวิตก็อับเฉาไป

พออายุกลางคนก็มีปัญหาความมั่นคงของชีวิต หาได้หรือยัง ถ้าช่วงกลางคนยังตั้งตัวไม่ได้ ตั้งหลักไม่ได้ ตอนแก่ลำบากแน่นอนเลย ก็เครียด จะหาอยู่หากินอย่างไร ภาระเยอะแยะ ส่งลูกเรียนหนังสืออะไรอย่างนี้ อายุเยอะกว่านั้น ก็มีปัญหาสุขภาพอีกแล้ว มีปัญหาความพลัดพราก คนที่เคยรู้จัก คนที่รักอะไรอย่างนี้ เริ่มล้มหายตายจากไป อย่างคนแก่มาเจอกัน จะมาคุยกัน เพื่อนคนไหนตายไปบ้างแล้ว เหมือนกันหมด คนแก่มาเจอกันจะมาคุยกันเรื่องคนไหนตายแล้ว สุดท้ายมันตายทุกคน

บางคนก็เป็นผู้ป่วยติดเตียง เหมือนเด็กทารกอีกแล้ว เด็กทารกนอนอยู่ ไม่มีคนป้อนข้าวป้อนน้ำ ไม่มีคนอาบน้ำเช็ดตัวให้ ฉะนั้นอยู่ไม่ได้ แก่มากๆ เข้า ต้องมีคนมาช่วยดูแลมากมาย ถ้าเราสังเกตชีวิตเราที่ผ่านมา ช่วงไหนที่มันจะมีความสุขจริง มันไม่มีสักช่วงเลย ตั้งแต่เกิดจนตาย นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรตั้งอยู่ นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ยิ่งคนที่ไม่ได้ศึกษาปฏิบัติธรรม น่าสงสาร มันเหมือนคนตาบอด ไม่ได้แกล้งว่าเขา แต่มันเหมือนจริงๆ มันก็คลำๆ ไป ไม่รู้เหนือรู้ใต้

ที่มา:เว็บไซต์ธรรมะหลวงพ่อปราโมทย์

https://www.dhamma.com/liberation-from-suffering/


ตอบ
แบ่งปัน: